16 เมษายน 2555

Navicat For JHCIS 1

การติดตั้ง Navicat เพื่อพร้อมใช้งานกับฐานข้อมูล JHCIS
โปรแกรม Navicat for MySQL เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับจัดการฐานข้อมูลประเภท MySql ไม่ว่าจะเป็นการ เขียน Query หรือการ backup สำรองฐานข้อมูล MySql  อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราจะนำมาใช้กับฐานข้อมูล JHCIS
โปรแกรม navicat เป็นอีกโปรแกรมที่ มีความสามารถในการจัดการฐานข้อมูลประเภท MySql ซึ่ง โปรแกรม JHCIS ใช้ฐานข้อมูล MySql สำหรับเพื่อนๆที่ใช้โปรแกรม JHCIS สามารถใช้โปรแกรมนี้เข้าไปดูข้อมูล ปรับปรุงข้อมูล ลบข้อมูล แก้ไขข้อมูลได้ง่ายขึ้น หรือจะใช้ Run Code SQL ที่แจกจ่ายกันก็ใช้โปรแกรม Navicat ทำมาเริ่มกันเลยครับ
1.ทำการติดตั้งโปรแกรม Navicat พร้อมทั้งใส่รหัสให้เรียบร้อย
2.ทำการเชื่อมต่อฐานข้อมูล JHCIS ใส่ข้อมูลตามภาพเลย
    เลือก Connection ==> MySQL




3.กรอกข้อมูลตามภาพเลย




4.กด Test Connection เมื่อติดต่อฐานข้อมูลได้แล้ว กด OK เป็นอันเสร็จสิ้นการติดต่อฐานข้อมูล

15 มีนาคม 2555

แนวทางด้านข้อมูลของ สนย.ปี2555

แนวทางการดำเนินงานและการพัฒนาคุณภาพฐานข้อมูลการบริการผู้ป่วยนอก การบริการสร้างเสริมสุขภาพ  และป้องกันโรครายบุคคล ในรูปแบบ 21 แฟ้มมาตรฐาน  ปีงบประมาณ  2555 สำนักโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลักระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
แนวทางการตรวจสอบคุณภาพฐานข้อมูลฯ ปีงบประมาณ  2555  การตรวจสอบคุณภาพฐานข้อมูล ปี 2555  ได้กำหนดไว้  3 ส่วน
 ส่วนที่ 1    ตรวจสอบเชิงปริมาณ ประกอบด้วย -ตรวจสอบโครงสร้างฯ ตามที่กำหนด -ตรวจสอบรหัส ว่าถูกต้องตามที่กำหนดหรือไม่ -ตรวจสอบความเชื่อมโยงเบื้องต้น
ส่วนที่ 2  ตรวจสอบเชิงความสัมพันธ์ของแต่ละแฟ้ม เพื่อการออกรายงาน ประกอบด้วย -ตรวจสอบความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ในแต่ละแฟ้มที่เกี่ยวข้อง -ตรวจสอบตามเงื่อนไขและเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับการออกรายงาน
ส่วนที่  3  ลงพื้นที่โดยการสุ่ม เพื่อตรวจสอบ ให้คำแนะนำในการบันทึก/จัดเก็บข้อมูลฯ ร่วมกับกรม
ส่วนที่ 4   จัดทำเว็บไซต์ให้กับจังหวัดสำหรับติดตามในส่วนที่มีข้อมูลผิดพลาดสูง  เพื่อช่วยในการบริการจัดการแก้ไขปัญหาการบันทึกข้อมูลไม่ถูกต้อง ที่ 164.115.5.62/ccreport/
ด้านคุณภาพฐานข้อมูล    
1.1  จัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน และแนวทางการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลฯ ปีงบประมาณ 2555 ร่วมกับ สปสช. ประมาณเดือนธันวาคม -มกราคม
1.2  จัดอบรมครู ก  โดยให้จังหวัดคัดเลือกผู้เหมาะสมส่งเข้าอบรม จังหวัดละ 2 คน เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้ในการให้รหัสโรคฯ ในระดับจังหวัดต่อไป ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ๒๕๕๕     
1.3   สนับสนุนและผลักดันให้ทุกจังหวัดสอบวัดความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการในระดับปฐมภูมิทุกคน เพื่อจะได้จัดกลุ่มจัดอบรมได้ตรงตามความต้องการ จะดำเนินการสำรวจและทำทะเบียนไว้
แฟ้มข้อมูลที่เพิ่มใหม่ในปีงบประมาณ 2555
กระทรวงสาธารณสุข  ได้ประกาศให้มีการจัดเก็บฐานข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยนอก การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จาก 18 แฟ้มมาตรฐาน เป็น 21 แฟ้มมาตรฐาน โดยเพิ่มแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับการคัดกรองโรคเรื้อรัง  ได้แก่  เบาหวาน  และความดันโลหิต จำนวน  3  แฟ้ม ได้แก่
                1)  NCDSCREEN         
                2)  CHRONICFU
                3) LABFU
1.   NCDSCREEN (หน้า 27)
          -ข้อมูลการให้บริการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง  สำหรับผู้ที่มารับบริการ และ  ประวัติการได้รับบริการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 ปีขึ้นไป ทั้งในรพ.และสถานบริการระดับปฐมภูมิ ทั้งในและนอกสถานพยาบาล ทั้งที่อาศัยในเขตและนอกเขตรับผิดชอบ 
        -ข้อมูลที่สถานพยาบาลอื่นให้บริการกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่อาศัยในเขตรับผิดชอบ เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินความครอบคลุม
กรณีโรงพยาบาล     เขตรับผิดชอบ หมายถึง ตำบลที่ตั้งของโรงพยาบาล หรือ พื้นที่รับผิดชอบในส่วนของบริการระดับปฐมภูมิ
ลักษณะแฟ้ม   เป็นแฟ้มบริการ  กำหนดให้ทำการคัดกรองปีละ 1 ครั้ง  และจัดส่งข้อมูลทุกครั้งที่มีการคัดกรอง
2.   CHRONICFU (หน้า 29)
       ข้อมูลการตรวจติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง)  ที่ได้รับการตรวจติดตามโดยโรงพยาบาลหรือสถานบริการระดับปฐมภูมิทุกคน ทั้งที่อาศัยในเขตและนอกเขตรับผิดชอบ
ข้อมูลการตรวจภาวะแทรกซ้อน เป็นการตรวจร่างกาย ได้แก่ การตรวจเท้า ตา หากพบภาวะแทรกซ้อนให้บันทึกในแฟ้ม DIAG_OPD ในส่วนของการวินิจฉัย  complication
ลักษณะแฟ้ม เป็นแฟ้มบริการ  จัดเก็บ/บันทึกข้อมูลทุกครั้งที่ให้บริการ  เพื่อติดตามผลการรักษา และส่งข้อมูลให้จังหวัดและส่วนกลางในรอบของเดือนนั้น ๆ
3.  แฟ้ม LABFU ( หน้า 31)
          ข้อมูลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยโรคเรื้อรับ (เบาหวานและความดันโลหิตสูง)  ที่ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดย รพ. และสถานบริการระดับปฐมภูมิทุกคน ทั้งที่อาศัยในเขตและนอกเขตรับผิดชอบ
กรณีโรงพยาบาล   เขตรับผิดชอบ หมายถึง ตำบลที่ตั้งของโรงพยาบาล หรือพื้นที่รับผิดชอบในส่วนของบริการระดับปฐมภูมิ
ลักษณะแฟ้ม เป็นแฟ้มบริการ  จัดเก็บ/บันทึกข้อมูลการตรวจทางห้องปฏิบัติผู้ป่วยโรคเรื้อรังทุกครั้ง และส่งข้อมูลให้จังหวัดและส่วนกลางภายในรอบของเดือนนั้น ๆ
การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์
1.  ใช้ในการบริหารงาน กำกับ ติดตามผลการดำเนินงานด้านสุขภาพ
      ในระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล
 2.  ใช้ในตัดสินใจด้านนโยบายสุขภาพ
 3.  ใช้ในการประเมินการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในระดับปฐมภูมิ หรือชุมชน
 4.  เพื่อลดการรายงานของสถานบริการโดยใช้ข้อมูลที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์แทน 
             ปัจจุบัน  ได้ประมวลสำหรับใช้ในการรายงานการให้บริการวัคซีน, กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ,สำนักทันตสาธารณสุข,สำนักโภชนาการ, กรมควบคุมโรค, กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น
5.  จัดทำชุดข้อมูล (Data Set Report) ที่ได้จากฐานข้อมูล 21 แฟ้มร่วมกับกรม และหน่วยงานที่กี่ยวข้อง สำหรับใช้ประโยชน์   โดยใช้ข้อมูลจาก สนย. แทนจังหวัด เพื่อลดภาระการรายลง
6.  ใช้รายงานผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดสำคัญระดับจังหวัด/กรม/กระทรวง  ปีงบประมาณ 2555   ตัวอย่าง  เช่น.....
                                6.1  ร้อยละของประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการคัดกรองเบาหวาน  โดยการตรวจเลือด (Fasting Capillary Blood Glucose หรือ Fasting Plasma Glucose) ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON + LABFU
                                6.2  ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON
                                6.3  ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคัดกรองโดยการเจาะเลือด  แล้วพบว่ามีภาวะ Pre-DM ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON + LABFU + DIAG
                                6.4  ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคัดกรองโดยการเจาะเลือด  แล้วพบว่ามีภาวะ DM ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON + LABFU + DIAG
6.5 ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคัดกรองโดยการเจาะเลือด  แล้วพบว่ามีภาวะ Pre-HT ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON + DIAG
                                6.6 ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคัดกรองโดยการเจาะเลือด  แล้วพบว่ามีภาวะ HT ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON + DIAG
                                6.7  ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่มีภาวะ Pre-DM หรือ DM ที่ได้รับการคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองแล้วพบว่ามีความเสี่ยง ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON
                                6.8 ร้อยละของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่มีภาวะ Pre-HT หรือ HT ที่ได้รับการคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองแล้วพบว่ามีความเสี่ยง ได้จากแฟ้ม NCDSCREEN + PERSON
6.9  ร้อยละของเด็ก 0 – 5 ปี ที่มีส่วนสูงตามเกณฑ์ ค่อนข้างสูง  สูงกว่าเกณฑ์รวมกัน  ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                                6.10  ร้อยละของเด็ก 0 – 5 ปี ที่มีรูปร่างสมส่วน ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                                6.11 ร้อยละของเด็ก 0 – 5 ปี ที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                                6.12 ร้อยละของเด็ก 6 – 18 ปี ที่มีส่วนสูงตามเกณฑ์ ค่อนข้างสูง สูงกว่าเกณฑ์รวมกัน ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                                6.13  ร้อยละของเด็ก 6 – 18 ปี ที่มีรูปร่างสมส่วน ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                                6.14  ร้อยละของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีกาวะอ้วน ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
5.15 ร้อยละของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีกาวะอ้วน (น้ำหนักเทียบกับส่วนสูงหรือค่า BMI) ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                5.16 ร้อยละของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีกาวะอ้วนลงพุง ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                5.17 ร้อยละของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ได้รับการชั่งน้ำหนักเทียบกับส่วนสูง ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                5.18 ร้อยละของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการชั่งน้ำหนักเทียบกับส่วนสูง ได้จากแฟ้ม NUTRITION + PERSON
                5.19 ร้อยละของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวัดรอบเอว ได้จากแฟ้ม  NCDSCREEN + PERSON
                5.20  ร้อยละของหญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจครรภ์ 5 ครั้งตามเกณฑ์ ได้จากแฟ้ม ANC + PERSON
6.21 ร้อยละของหญิงตั้งครรภ์  ฝากครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 12  สัปดาห์ ได้จากแฟ้ม ANC + PERSON
                6.22 ร้อยละของหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในสถานบริการสาธารณสุข  ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก และได้รับคำแนะนำทางทันตสุขภาพ ได้จากแฟ้ม ANC + MCH + PERSON
                6.23 อัตราการตั้งครรภ์ของหญิงอายุ 15 – 19  ปี ได้จากแฟ้ม ANC + PERSON
                6.24 อัตราคุมกำเนิดของหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 15 – 49 ปี ที่อยู่กินกับสามี  ได้จากแฟ้ม FP + WOMEN + PERSON
                6.25  การออกรายงานตาม Dataset  Report สำหรับกรม กอง และหน่วยงานภายในหรือภายนอกกระทรวงสาธารณสุข
                6.26  ร้อยละของเด็กอายุครบ 1  ปี  ที่ได้รับวัคซีน  MMR ในไตรมาสที่รายงาน
                6.27   ร้อยละของเด็กอายุครบ 2  ปี  ที่ได้รับวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี ครั้งที่ 2 ในไตรมาสที่รายงาน
1.  เร่งรัดให้มีการบันทึกข้อมูลการบริการผู้ป่วยนอก การบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ครบทุกบริการ ตามมาตรฐานที่กำหนดในโครงสร้างฯ ให้ครอบคลุมสถานบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับและทุกแห่ง
 2.  วัดความรู้ผู้ให้บริการระดับปฐมภูมิ เพื่อจะได้จัดกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมได้ถูกต้องตรงตามที่ต้องการ
 3.  จัดทำแผนและฝึกอบรมผู้ให้บริการระดับปฐมภูมิทุกคนให้มีความรู้ และสามารถวินิจฉัยรหัสโรคและให้รหัสโรคได้ถูกต้องตาม ICD-10-TM
ข้อมูลการบริการผู้ป่วยนอก การบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประชาชนทุกคนมสุขภาพดี

สรุปจากที่มาไฟล์ ppt นำเสนอแนวทางการดำเนินงานและการพัฒนาคุณภาพฐานข้อมูลการบริการผู้ป่วยนอก การบริการสร้างเสริมสุขภาพ  และป้องกันโรครายบุคคล ในรูปแบบ 21 แฟ้มมาตรฐาน  ปีงบประมาณ  2555 สำนักโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลักระทรวงสาธารณสุข

13 มีนาคม 2555

ประเภทคำวินิจฉัย (Diagnoses categories) ==> DxType

ประเภทคำวินิจฉัย (Diagnoses categories)
1. Principal diagnosis (การวินิจฉัยหลัก)
2. Comorbidity (การวินิจฉัยร่วม)
3. Complication (โรคแทรก)
4. Other diagnoses (การวินิจฉัยอื่นๆ)
5. External cause of injury and poisoning  (กลไกการบาดเจ็บ หรือการได้รับพิษ)

องค์ประกอบที่สำคัญของคำวินิจฉัยหลัก ได้แก่ 
1. การวินิจฉัยหลักมีได้เพียงการวินิจฉัยเดียวเท่านั้น (อาจมี 2 โรค แต่ต้องให้รหัสได้เพียง 1 รหัส)
2. เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมารับการรักษาในครั้งนี้
3. ในผู้ป่วยที่มีโรคหลายโรคในการมารับการรักษาครั้งนี้
 - ให้เลือกโรคที่ได้ทำการรักษาเป็นการวินิจฉัยหลัก 
 - หากรักษาหลายโรคพร้อมๆกัน ให้เลือกโรคที่รุนแรงที่สุดเป็นการวินิจฉัยหลัก 
 - หากโรคที่รักษาพร้อมๆกันหลายโรคมีความรุนแรงใกล้เคียงกัน ให้เลือกโรคที่ใช้ทรัพยากรในการรักษาสูงสุดเป็นการวินิจฉัยหลัก
4. หากวินิจฉัยโรคไม่ได้ ให้ใช้อาการหรืออาการแสดงเป็นการวินิจฉัยหลัก
5. กรณีบาดเจ็บมีแผลหลายตำแหน่งให้บันทึกบาดแผลที่มีความรุนแรงมากที่สุดเป็นคำวินิจฉัยหลัก

รหัสที่ห้ามใช้เป็นรหัสการวินิจฉัยหลัก
- รหัสที่มีเครื่องหมายดอกจัน (*) กำกับ
- รหัสในหมวดอักษร V, W, X, Y ซึ่งเป็นรหัสสำหรับสาเหตุภายนอก
- รหัส B95 - B97 ซึ่งแสดงเชื้อต้นเหตุของการติดเชื้อ
- รหัส P00-P04 ซึ่งแสดงว่าทารกแรกคลอดได้รับ ผลกระทบจากโรคของมารดา
- รหัส Z37.x  ซึ่งแสดงผลของการคลอด
- รหัส U80 – U89 ซึ่งแสดงชื่อยาปฏิชีวนะที่เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

การวินิจฉัยร่วม (Comorbidity : SDx) (Pre-admission comorbidity)
องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1. เป็นโรคที่ เกิดขึ้นก่อน หรือ พร้อมๆ กับโรคที่เป็นการวินิจฉัยหลัก ยังมีพยาธิสภาพและการรักษาอยู่
2. เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากพอที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรก เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการ ทำให้ต้องเพิ่มการตรวจพิเศษ เพิ่มยาหรือเวชภัณฑ์ ต้องได้รับการดูแล หรือต้องทำการรักษาเพิ่มเติม
3. สามารถบันทึกการวินิจฉัยร่วมได้มากกว่า 1 โรค โดยไม่จำกัดจำนวนสูงสุดที่จะบันทึกได้
4. โรคที่มักเป็นการวินิจฉัยร่วม ได้แก่ โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง ฯลฯ
5. ในกรณีผู้ป่วยบาดเจ็บหลายตำแหน่ง มักมีบาดแผลต่างๆ ที่มีความรุนแรงน้อยกว่าบาดแผลหลักเป็นโรคร่วม

วินิจฉัยโรคแทรก (Complication :SDx) (Post-admission comorbidity)
องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1. เป็นโรคที่ เกิดขึ้นหลังการมารับการรักษา หรือ เกิดขณะที่กำลังรักษาที่หน่วยให้บริการ (ไม่ใช่โรคติดเชื้อแทรกซ้อน)
2. เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากพอที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรก เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการ ทำให้ต้องเพิ่มการตรวจพิเศษ เพิ่มยาหรือเวชภัณฑ์ ต้องได้รับการดูแลหรือต้องทำการรักษาเพิ่มเติม
3. สามารถบันทึกการวินิจฉัยร่วมได้มากกว่า 1 โรค โดยไม่จำกัดจำนวนสูงสุดที่จะบันทึกได้ เช่น ผู้ป่วยตกเตียงแขนหักขณะกำลังให้ออกซิเจน แขนหักถือว่าเป็นโรคแทรก

คำวินิจฉัยอื่นๆ (Other diagnoses)
องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1. เป็นโรคเล็กน้อย หรือเป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรง
2. เป็นโรคพบร่วมกับโรคที่เป็นการวินิจฉัยหลัก หรือพบขณะรักษาก็ได้
3. อาจเป็นโรคระบบเดียวกันกับการวินิจฉัยหลัก หรืออาจไม่เกี่ยวเนื่องกับการวินิจฉัยหลักก็ได้
4. การวินิจฉัยอื่นๆ มีได้มากกว่า 1 อย่าง เช่น สิว, ปาน

EXTERNAL CAUSE OF INJURY AND POISONING (กลไกการบาดเจ็บ หรือการได้รับพิษ)
องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1. บอกลักษณะกลไกการบาดเจ็บได้อย่างละเอียด เช่น บรรยายว่านั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จะไปทำงาน แล้วรถจักรยานยนต์สะดุดก้อนหินลื่นล้มเอง หรือบรรยายว่าถูกฟันด้วยมีดอีโต้ขณะไปเที่ยวที่งานวัด
2. ระบุได้ชัดเจนว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือถูกทำร้าย หรือเป็นการฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเอง
การให้รหัสสาเหตุภายนอก
1. บันทึกไว้เป็นลำดับสุดท้าย
2. เลือกประเภทคำวินิจฉัย (Dxtype) = 5
3. รหัส V,W,X,Y