แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JHCIS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JHCIS แสดงบทความทั้งหมด

22 ธันวาคม 2555

แนวทางการให้รหัสโรค VS แนวทางการให้รหัสหัตถการ


แนวทางการให้รหัสโรค 
1.)   ให้รหัสโรค  ตามโรคที่พบจริงเท่านั้น ห้ามให้รหัสเกินความจำเป็นหรือให้เผื่อไว้โดยเฉพาะรหัสกลุ่มสร้างเสริมสุขภาพ  ถ้ามาตรวจด้วยอาการของโรค ห้ามลง รหัสกลุ่มสร้างเสริมสุขภาพและรหัสการตรวจร่างกายต่างๆ  เช่น ตรวจสุขภาพ,วัดความดัน ฯลฯ เพราะเป็นงาน Routine และไม่เป็นไปตามแนวทางในการให้รหัสโรค
2.)   บริการที่เกิดขึ้น ณ หน่วยบริการใด ให้ถือเป็นผลงานและข้อมูลของหน่วยบริการนั้น  กรณีทีมสหวิชาชีพจากโรงพยาบาล  ลงไปให้บริการที่ PCU ให้ถือว่าบริการและข้อมูลนั้นเป็นผลงานของ PCU ที่ลงไป  ห้ามนำมาบันทึกเป็นผลงานของโรงพยาบาล
3.)   ถ้าการเจ็บป่วยครั้งนี้  สามารถระบุสาเหตุของโรคได้ชัดเจนโรคเดียว  ให้วินิจฉัยโรคที่พบ ตามมาตรฐาน ICD10 เป็นรหัสโรคหลัก (Dx Type1) เพียงรหัสเดียว
4.)   กรณีเจ็บป่วยครั้งนี้ สามารถระบุสาเหตุของโรคได้มากกว่า 1 โรค ให้ระบุ  โรคที่หนักที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบในครั้งนี้ เป็นโรคหลัก  ส่วนโรคอื่นๆเป็นโรคร่วม (ให้เฉพาะที่จำเป็น)
5.)   ถ้าการเจ็บป่วยครั้งนี้  ไม่สามารถระบุโรคได้ชัดเจน  ให้วินิจฉัยตามอาการ โดยให้รหัสเป็นโรคหลัก ตามอาการที่พบหนักสุด ส่วนอาการอื่นๆที่พบให้ลง Dx Type4 other เพราะสถานีอนามัยจะไม่มีกลุ่มโรคประเภท2,3 จะมีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น( แต่ถ้าสามารถระบุโรคได้ชัดเจนแล้ว การให้รหัสโรค ตามอาการ ก็ไม่มีความจำเป็น ) การวินิจฉัยโรคตามอาการควรลงเฉพาะอาการหลักๆที่พบก็พอ
6.)   กรณีวินิจฉัยโรค/ให้รหัสโรคในกลุ่มอุบัติเหตุ  ให้ลงรหัส สาเหตุของการเกิดอุบัติทุกครั้ง(รหัส V,W,X,Y)·กรณีอุบัติเหตุแล้วเกิดบาดแผล  ให้ระบุตำแหน่งที่เกิดบาดแผลด้วย(เฉพาะวันแรก)·กรณีคนไข้อุบัติเหตุแล้วมาทำแผล/ตัดไหม ในวันถัดๆมา(ไม่ใช่วันแรก) ให้ลงรหัสโรคตามกิจกรรมที่มารับบริการเท่านั้น เช่น ทำแผล   ห้าม ลงรหัสเหมือนวันแรกที่เกิดอุบัติเหตุโดยเด็ดขาด ยกเว้น จะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจริงๆอีกครั้ง (ไม่ต้องลงรหัสโรคอุบัติเหตุ,ไม่ต้องลงรหัสตำแหน่งบาดแผล,ไม่ต้องลงรหัสสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ(V,W,X,Y) ลงแค่มา ทำแผล(Z480) ก็พอ )
7.)   กรณี ผู้ป่วยมา Follow Up หรือ มาตามนัด เพื่อติดตามการรักษา
ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง  เช่น เบาหวาน,ความดัน ฯลฯ ให้ลงรหัสโรคเดิม
ถ้าเป็นการนัด โรคอื่นๆ  ให้ประเมินตามอาการ ในการมาครั้งนี้
หายดีแล้ว  ลงรหัส  Z09.9
ดีขึ้นแต่ยังไม่หาย ลงรหัส  Z54.8
คงที่เหมือนเดิม ให้ลงรหัสโรคเดิม
แต่ถ้ามาครั้งนี้พบโรคใหม่หรือป่วยเป็นโรคใหม่ ให้ถือว่าผู้ป่วยมารับบริการเป็นคนไข้ตามปกติ ให้ลง
โรคใหม่ที่พบ เป็นรหัสโรคหลัก ส่วนโรคเรื้อรังเดิมให้ลงรหัสเป็นโรคอื่นๆ(Dx Type4 other)
(เพราะสถานีอนามัยจะไม่มีกลุ่มโรคประเภท2,3 จะมีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น)
ถ้าไม่ใช่โรคเรื้อรังไม่ต้องลง
ส่วนผลประเมินตามนัดครั้งนี้  ถ้าพบโรคใหม่แล้วไม่ต้องลงรหัส(Z09.9,Z54.8)
8.)   กรณี ตรวจรักษาแล้ว  ต้องส่งต่อ(Refer)ไป รพ.แม่ข่าย
ให้ลงรหัสโรคหรือรหัสอาการที่ตรวจพบ  ตามแนวทางให้รหัสโรคข้างต้น
ลงรหัส Z75.3 เพื่อระบุว่า  ส่งตัวไปรักษาที่อื่น
ถ้าในโปรแกรมมีเมนูบันทึกระบบ Refer ให้บันทึกในงาน Refer ตามระบบปกติด้วย
9.)   กรณีไม่ได้ป่วย แต่มารับบริการอย่างอื่นๆ เช่น รับบริการตรวจสุขภาพเด็ก 0-72 เดือน(Z00.1) นักเรียน(Z10.8) ตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไป(Z00.0) ฉีดวัคซีน(ตามชนิดวัคซีน) วางแผนครอบครัว(Z30.4) ตรวจสุขภาพฟัน (Z01.2),ฝากครรภ์(ครรภ์แรกZ34.0,ครรภ์ต่อมาZ34.9) ตรวจภาวะโภชนาการ,ตรวจพัฒนาการ(Z00.1) ฯลฯ ให้ลงรหัส ส่งเสริมสุขภาพ(Z00-99) ตามกิจกรรม  ที่ได้ให้บริการจริงๆ
ถ้ามารับบริการสร้างเสริมสุขภาพ แล้ว ตรวจพบโรค  ให้ลงรหัสโรคที่พบ เป็นโรคหลัก(Dx Type1)
ส่วนการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพที่มา เป็นรหัสโรคอื่นๆ(Dx Type4)
** ระวัง ข้อมูลมารับบริการสร้างเสริมสุขภาพ แล้วป่วยเกินจริง (มา PP แล้ว เป็น OP กี่%) **
** ระวัง การให้บริการส่งเสริมสุขภาพ หลายกิจกรรม เกินความเป็นจริง ต่อ 1 Visit **
ถ้าทำหลายๆกิจกรรม  ให้ลงกิจกรรมหลักที่มา เป็นรหัสโรคหลัก ส่วนรหัสกิจกรรมอื่นๆ ให้ลงเป็น
รหัสอื่นๆ (Dx Type4)  เช่น มาฝากครรภ์(ครรภ์ที่2) แล้วฉีดวัคซีน(dTANC) และ เจาะเลือดตรวจ VDRL
มาฝากครรภ์(ครรภ์ที่2)  เป็น Dx Type1  รหัสกิจกรรม Z34.9
ฉีดวัคซีน(dTANC) เป็น Dx Type4  รหัสกิจกรรม Z23.5,Z23.6
เจาะเลือดตรวจ VDRL เป็น Dx Type4  รหัสกิจกรรม Z11.3
10.)    กรณีบริการนอกหน่วยบริการ เช่น  รณรงค์ตรวจสุขภาพ,ตรวจคัดกรองความเสี่ยง,อนามัยโรงเรียน เยี่ยมบ้าน,หน่วยบริจาคโลหิต เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็น ผู้ป่วยนอก  แต่เป็นกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพหรือบริการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก และโดยปกติจะมีระบบการบันทึกผลงานเฉพาะงานนั้นๆ(หมายความว่า กิจกรรมอะไรก็ลงบันทึกตามกิจกรรมงานนั้นๆ)  ข้อมูลจะไม่เกี่ยวข้องกันกับผู้ป่วยนอกหรือบริการในหน่วยบริการตามระบบปกติ
แต่ถ้ามีการนำมาบันทึกในระบบข้อมูลผู้ป่วยนอก  ให้บันทึกเป็น ลงรหัส ส่งเสริมสุขภาพ(Z00-99)
ตามกิจกรรมหลักที่ทำเพียง 1 รหัสเท่านั้น  ห้ามลงรหัสโรคเด็ดขาด แม้จะพบโรคก็ตาม  แต่การบันทึกในโปรแกรมตามระบบงานของกิจกรรมนั้นๆ  ให้ลงรายละเอียดข้อมุลให้ครบถ้วนทุกอย่าง  
เช่น  บันทึกNCD ตรวจคัดกรองสุขภาพ ถ้าพบป่วยเป็นโรคอะไร? ก็ลงตามนั้น  แต่การลงบันทึกข้อมูล
ผู้ป่วยนอก ให้ถือว่าทำเพียงกิจกรรมตรวจคัดกรองสุขภาพ จึงลงเพียงรหัส Z000 เท่านั้น
ออกอนามัยโรงเรียน จะตรวจหู,ตรวจตา,ตรวจเหา,ตรวจผิวหนังฯลฯ ทั้งหมดนั้น  ถือว่า เป็นกิจกรรม
อนามัยโรงเรียน  ให้ลงรหัสเพียง Z10.8 รหัสเดียวเท่านั้น
- หัตถการต่างๆ  ไม่ต้องลง เพราะ ไม่ใช่หัตถการเพื่อการรักษาและการตรวจร่างกายต่างๆ
ไม่ถือว่าเป็นการทำหัตถการ
ตรวจคัดกรองความเสี่ยงสารเคมีตกค้างใน กลุ่มเกษตรกร
ลงรหัส Z100 การตรวจสุขภาพด้านอาชีวอนามัย
- ไม่ต้องลงหัตถการ เพราะ การตรวจร่างกายต่างๆ  ไม่ถือว่าเป็นการทำหัตถการ
- การเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจหาสารเคมีตกค้าง ไม่ใช่หัตถการเพื่อการรักษา แต่เป็นกระบวน
การในการตรวจ เพื่อหาสาเหตุโรค เป็นงาน Routine ของโรคนั้นๆ
ตรวจคัดกรองสุขภาพกลุ่มเสี่ยง 15 ปีขึ้นไป ให้ลงรหัส Z000ตรวจสุขภาพทั่วไป
o ระวังข้อมูล Over ตรวจสุขภาพเกินจริง(1ปีเขาตรวจสุขภาพกี่ครั้ง)  ถ้าคนป่วยรับการตรวจรักษาโรคห้ามลงว่ามาตรวจสุขภาพโดยเด็ดขาด
o การตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไปไม่ต้องลงหัตถการ เพราะ การตรวจร่างกายต่างๆ  ไม่ถือว่าเป็นการทำหัตถการ
o การเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจหาเบาหวาน ไม่ใช่หัตถการเพื่อการรักษา แต่เป็นกระบวน
การในการตรวจ เพื่อหาพยาธิสภาพของโรค เป็นงาน Routine ของโรคนั้นๆ
การติดตามเยี่ยมบ้านคนไข้
o ถือเป็นการติดตามผลการรักษาและประเมินสภาพสิ่งแวดล้อมคนไข้
ให้ลงรหัส  Z099 (การตรวจติดตามผลหลังการรักษาภาวะอื่นที่ไม่ระบุรายละเอียด)เป็นโรคหลัก(Dx   Type1) เพียง 1 รหัสโรคเท่านั้น(แม้จะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม)
** ไม่ต้องลงรหัสโรคเรื่อรัง หรือ โรคร่วมอื่น แต่สามารถลงรายการจ่ายยาหรือกิจกรรมฟื้นฟูหรือหัตถการ
ที่มีการให้บริการแก่คนไข้จริงๆได้ (ถ้ามี)
11.)     งานทันตกรรม  ถือเป็นบริการข้อมูลผู้ป่วยนอก ซึ่งจะมีทั้งกิจกรรม ทันตส่งเสริมสุขภาพ เช่น  ตรวจ
สุขภาพฟัน(Z012) และ ผู้ป่วยทางทันตกรรม
แนวทางการให้รหัสทางทันตกรรม ยึดตามแนวทางการให้รหัสโรคตาม ICD10 เช่นเดียวกับบริการ
ของผู้ป่วยนอกทั่วไป
12.) งานบริการแพทย์แผนไทย  ถือว่า เป็นบริการพิเศษ ที่เพิ่มเข้ามาในระบบของหน่วยบริการ  บริการ
แพทย์แผนไทย  มีทั้งบริการในหน่วยบริการและบริการเชิงรุกในชุมชน  ซึ่งผู้ที่จะให้การวินิจฉัยโรค
แพทย์แผนไทยและให้บริการแพทย์แผนไทยจะต้องเป็น  ผู้ผ่านการอบรมหรือจบหลักสูตรทางด้านนี้
โดยเฉพาะ
แนวทางการให้รหัสโรคแพทย์แผนไทย มีหลักการเช่นเดียวกันกับการให้รหัสโรคแผนปัจจุบัน
แต่ใช้รหัสที่ต่างกันเท่านั้น
การให้รหัสโรคแพทย์แผนไทย  อ้างอิงจากศูนย์รหัสมาตรฐานกลางเว็บ http://thcc.or.th
ซึ่งจะขึ้นต้นด้วยอักษร U  ซึ่งผู้จะให้รหัสโรคนี้ต้องเป็นผู้ผ่านการอบรมหรือจบหลักสูตรทางด้าน
แพทย์แผนไทยโดยเฉพาะ
งานบริการแพทย์แผนไทยเชิงรุก นอกหน่วยบริการ ให้ลงเหมือนกับการติดตามเยี่ยมบ้าน(รหัส Z099) แล้วจึงลงรหัส หัตถการ ของแพทย์แผนไทยตามปกติ
13.) บริการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด  โดยนักกายภาพ เป็นบริการเพิ่มสำหรับบางหน่วยบริการที่มี
นักกายภาพบำบัด  ซึ่ง ลักษณะบริการจะคล้ายๆกับแพทย์แผนไทย  ซึ่งมีทั้งบริการในหน่วยบริการ
และบริการเชิงรุกในชุมชน
ส่วนใหญ่บริการของกายภาพบำบัด จะเป็นกิจกรรมหรือหัตถการ เพื่อการฟื้นฟูสภาพและเพื่อการรักษา
การให้รหัสโรค ควรเป็นเจ้าหน้าหน้าที่ผู้ตรวจรักษาโรคทั่วไป เป็นคนลงวินิจฉัยโรค แล้วส่งต่อ
คนไข้ให้ นักกายภาพบำบัดช่วยตรวจเพิ่มเติมเพื่อ ให้บริการตามแนวทางของนักกายภาพบำบัด
งานบริการฟูสภาพและกายภาพบำบัด นอกหน่วยบริการ ให้ลงเหมือนกับการติดตามเยี่ยมบ้าน
(รหัส Z099) แล้วจึงลงรหัส หัตถการ ของกิจกรรมฟื้นฟูสภาพ/กายภาพบำบัดตามปกติ

แนวทางการให้รหัสหัตถการ
1.)    ให้ลงรหัสหัตถการตามจริง ที่ให้บริการจริงเท่านั้น  ห้ามให้หัตถการเกินจำเป็นหรือเผื่อไว้
2.)    ให้หัตถการเพื่อการรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ  ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับการวินิจฉัยของโรคเท่านั้น
** ระวัง การทำหัตถการเกินจริง ต่อ 1 ครั้งที่ Visit **
3.)   หัตถการผู้ป่วยนอก
ลงเฉพาะหัตถการเพื่อการรักษาเท่านั้น  เช่น  ล้างตา,ฉีดยา ,เย็บแผล,ทำแผล ,เจาะเลือด,ผ่าฝี,
ตัดไหม,ถอนฟัน,อุดฟัน,การสวนปสสาวะ,การใหน้ำเกลือ ฯลฯ
การทําหัตถการเพื่อการรักษาในที่นี้ ไมรวม
1.การผ่าตัด
2.การตรวจอวัยวะ หรือ การตรวจส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมิได้ใช้เครื่องมือทางการแพทย์
รวมทั้งการตรวจร่างกาย Routine เช่น วัดความดัน,วัดปรอท, ชั่งน้ำหนัก,วัดส่วนสูง ฯลฯ
3.การตรวจทางรังสี
4.การตรวจทางหองปฏิบัติการ
5.การดูแล และทําความสะอาดส่วนต่างๆของร่างกาย
การตรวจร่างกาย ทุกชนิด,การตรวจสุขภาพ,การตรวจภาวะโภชนาการ,การตรวจเต้านม,
การตรวจวัดสายตา,การตรวจอื่นๆ ,การให้คำปรึกษา,การเยี่ยมบ้าน,ค่าบริการต่างๆ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้  ไม่ใช่การทำหัตถการ
4.)   หัตถการงานสร้างเสริมสุขภาพ
หัตถการที่เป็นงานสร้างเสริมสุขภาพ  เช่น  มาฉีดวัคซีน,ฉีดยาคุมกำเนิด  จะมีหัตถการฉีดยา
(หยอดยาโปลิโอไม่ถือว่าเป็นหัตถการ), หัตถการใส่ห่วงอนามัย  เป็นต้น
5.)   หัตถการแพทย์แผนไทย
ผู้ที่จะทำหัตถการแพทย์แผนไทยต้องเป็นผู้ผ่านการอบรมหรือจบหลักสูตรทางด้าน
แพทย์แผนไทยโดยเฉพาะ  ดังนั้น  การลงรหัสหัตถการแพทย์แผนไทย ทุกครั้ง จะต้องระบุ
เลขบัตรประจำตัวประชาชน(13หลัก) ของผู้ให้บริการแพทย์แผนไทยด้วยทุกครั้ง
การให้รหัสหัตถการแพทย์แผนไทย ต้องอิงตามศูนย์รหัสมาตรฐานกลางเว็บ http://thcc.or.th
6.)    หัตถการเพื่อการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด
ผู้ที่จะให้บริการ จะต้องเป็นนักกายภาพบำบัดเท่านั้น
รหัสหัตถการเพื่อการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด ให้อ้างอิงตาม ICD9CM และ ICD10TM
การลงรหัสหัตถการเพื่อการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด ทุกครั้ง จะต้องระบุเลขบัตร
ประจำตัวประชาชน(13หลัก) ของนักกายภาพบำบัด ที่ให้บริการด้วยทุกครั้ง

21 พฤศจิกายน 2555

ลุงหนวด แนะนำลูกหลาน เกี่ยวกับเรื่องโปรแกรม JHCIS


แนวทางการให้รหัสโรค
1.)   ให้รหัสโรค  ตามโรคที่พบจริงเท่านั้น ห้ามให้รหัสเกินความจำเป็นหรือให้เผื่อไว้โดยเฉพาะรหัสกลุ่มสร้างเสริมสุขภาพ  ถ้ามาตรวจด้วยอาการของโรค ห้ามลง รหัสกลุ่มสร้างเสริมสุขภาพและรหัสการตรวจร่างกายต่างๆ  เช่น ตรวจสุขภาพ,วัดความดัน ฯลฯ เพราะเป็นงาน Routine และไม่เป็นไปตามแนวทางในการให้รหัสโรค
2.)   บริการที่เกิดขึ้น ณ หน่วยบริการใด ให้ถือเป็นผลงานและข้อมูลของหน่วยบริการนั้น  กรณีทีมสหวิชาชีพจากโรงพยาบาล  ลงไปให้บริการที่ PCU ให้ถือว่าบริการและข้อมูลนั้นเป็นผลงานของ PCU ที่ลงไป  ห้ามนำมาบันทึกเป็นผลงานของโรงพยาบาล
3.)   ถ้าการเจ็บป่วยครั้งนี้  สามารถระบุสาเหตุของโรคได้ชัดเจนโรคเดียว  ให้วินิจฉัยโรคที่พบ ตามมาตรฐาน ICD10 เป็นรหัสโรคหลัก (Dx Type1) เพียงรหัสเดียว
4.)   กรณีเจ็บป่วยครั้งนี้ สามารถระบุสาเหตุของโรคได้มากกว่า 1 โรค ให้ระบุ  โรคที่หนักที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบในครั้งนี้ เป็นโรคหลัก  ส่วนโรคอื่นๆเป็นโรคร่วม (ให้เฉพาะที่จำเป็น)
5.)   ถ้าการเจ็บป่วยครั้งนี้  ไม่สามารถระบุโรคได้ชัดเจน  ให้วินิจฉัยตามอาการ โดยให้รหัสเป็นโรคหลัก ตามอาการที่พบหนักสุด ส่วนอาการอื่นๆที่พบให้ลง Dx Type4 other เพราะสถานีอนามัยจะไม่มีกลุ่มโรคประเภท2,3 จะมีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น( แต่ถ้าสามารถระบุโรคได้ชัดเจนแล้ว การให้รหัสโรค ตามอาการ ก็ไม่มีความจำเป็น ) การวินิจฉัยโรคตามอาการควรลงเฉพาะอาการหลักๆที่พบก็พอ
6.)   กรณีวินิจฉัยโรค/ให้รหัสโรคในกลุ่มอุบัติเหตุ  ให้ลงรหัส สาเหตุของการเกิดอุบัติทุกครั้ง(รหัส V,W,X,Y)·กรณีอุบัติเหตุแล้วเกิดบาดแผล  ให้ระบุตำแหน่งที่เกิดบาดแผลด้วย(เฉพาะวันแรก)·กรณีคนไข้อุบัติเหตุแล้วมาทำแผล/ตัดไหม ในวันถัดๆมา(ไม่ใช่วันแรก) ให้ลงรหัสโรคตามกิจกรรมที่มารับบริการเท่านั้น เช่น ทำแผล   ห้าม ลงรหัสเหมือนวันแรกที่เกิดอุบัติเหตุโดยเด็ดขาด ยกเว้น จะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจริงๆอีกครั้ง (ไม่ต้องลงรหัสโรคอุบัติเหตุ,ไม่ต้องลงรหัสตำแหน่งบาดแผล,ไม่ต้องลงรหัสสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ(V,W,X,Y) ลงแค่มา ทำแผล(Z480) ก็พอ )
7.)   กรณี ผู้ป่วยมา Follow Up หรือ มาตามนัด เพื่อติดตามการรักษา
  • ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง  เช่น เบาหวาน,ความดัน ฯลฯ ให้ลงรหัสโรคเดิม
  • ถ้าเป็นการนัด โรคอื่นๆ  ให้ประเมินตามอาการ ในการมาครั้งนี้
  • หายดีแล้ว  ลงรหัส  Z09.9
  • ดีขึ้นแต่ยังไม่หาย ลงรหัส  Z54.8
  • คงที่เหมือนเดิม ให้ลงรหัสโรคเดิม
    • แต่ถ้ามาครั้งนี้พบโรคใหม่หรือป่วยเป็นโรคใหม่ ให้ถือว่าผู้ป่วยมารับบริการเป็นคนไข้ตามปกติ ให้ลง
โรคใหม่ที่พบ เป็นรหัสโรคหลัก ส่วนโรคเรื้อรังเดิมให้ลงรหัสเป็นโรคอื่นๆ(Dx Type4 other)
(เพราะสถานีอนามัยจะไม่มีกลุ่มโรคประเภท2,3 จะมีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น)
ถ้าไม่ใช่โรคเรื้อรังไม่ต้องลง
ส่วนผลประเมินตามนัดครั้งนี้  ถ้าพบโรคใหม่แล้วไม่ต้องลงรหัส(Z09.9,Z54.8)
8.)   กรณี ตรวจรักษาแล้ว  ต้องส่งต่อ(Refer)ไป รพ.แม่ข่าย
  • ให้ลงรหัสโรคหรือรหัสอาการที่ตรวจพบ  ตามแนวทางให้รหัสโรคข้างต้น
  • ลงรหัส Z75.3 เพื่อระบุว่า  ส่งตัวไปรักษาที่อื่น
  • ถ้าในโปรแกรมมีเมนูบันทึกระบบ Refer ให้บันทึกในงาน Refer ตามระบบปกติด้วย
9.)   กรณีไม่ได้ป่วย แต่มารับบริการอย่างอื่นๆ เช่น รับบริการตรวจสุขภาพเด็ก 0-72 เดือน(Z00.1) นักเรียน(Z10.8) ตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไป(Z00.0) ฉีดวัคซีน(ตามชนิดวัคซีน) วางแผนครอบครัว(Z30.4) ตรวจสุขภาพฟัน (Z01.2),ฝากครรภ์(ครรภ์แรกZ34.0,ครรภ์ต่อมาZ34.9) ตรวจภาวะโภชนาการ,ตรวจพัฒนาการ(Z00.1) ฯลฯ ให้ลงรหัส ส่งเสริมสุขภาพ(Z00-99) ตามกิจกรรม  ที่ได้ให้บริการจริงๆ
  • ถ้ามารับบริการสร้างเสริมสุขภาพ แล้ว ตรวจพบโรค  ให้ลงรหัสโรคที่พบ เป็นโรคหลัก(Dx Type1)
ส่วนการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพที่มา เป็นรหัสโรคอื่นๆ(Dx Type4)
** ระวัง ข้อมูลมารับบริการสร้างเสริมสุขภาพ แล้วป่วยเกินจริง (มา PP แล้ว เป็น OP กี่%) **
** ระวัง การให้บริการส่งเสริมสุขภาพ หลายกิจกรรม เกินความเป็นจริง ต่อ 1 Visit **
  • ถ้าทำหลายๆกิจกรรม  ให้ลงกิจกรรมหลักที่มา เป็นรหัสโรคหลัก ส่วนรหัสกิจกรรมอื่นๆ ให้ลงเป็น
รหัสอื่นๆ (Dx Type4)  เช่น มาฝากครรภ์(ครรภ์ที่2) แล้วฉีดวัคซีน(dTANC) และ เจาะเลือดตรวจ VDRL
  • มาฝากครรภ์(ครรภ์ที่2)  เป็น Dx Type1  รหัสกิจกรรม Z34.9
  • ฉีดวัคซีน(dTANC) เป็น Dx Type4  รหัสกิจกรรม Z23.5,Z23.6
  • เจาะเลือดตรวจ VDRL เป็น Dx Type4  รหัสกิจกรรม Z11.3
10.)    กรณีบริการนอกหน่วยบริการ เช่น  รณรงค์ตรวจสุขภาพ,ตรวจคัดกรองความเสี่ยง,อนามัยโรงเรียน เยี่ยมบ้าน,หน่วยบริจาคโลหิต เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็น ผู้ป่วยนอก  แต่เป็นกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพหรือบริการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก และโดยปกติจะมีระบบการบันทึกผลงานเฉพาะงานนั้นๆ(หมายความว่า กิจกรรมอะไรก็ลงบันทึกตามกิจกรรมงานนั้นๆ)  ข้อมูลจะไม่เกี่ยวข้องกันกับผู้ป่วยนอกหรือบริการในหน่วยบริการตามระบบปกติ
  • แต่ถ้ามีการนำมาบันทึกในระบบข้อมูลผู้ป่วยนอก  ให้บันทึกเป็น ลงรหัส ส่งเสริมสุขภาพ(Z00-99)
ตามกิจกรรมหลักที่ทำเพียง 1 รหัสเท่านั้น  ห้ามลงรหัสโรคเด็ดขาด แม้จะพบโรคก็ตาม  แต่การบันทึกในโปรแกรมตามระบบงานของกิจกรรมนั้นๆ  ให้ลงรายละเอียดข้อมุลให้ครบถ้วนทุกอย่าง   
เช่น  บันทึกNCD ตรวจคัดกรองสุขภาพ ถ้าพบป่วยเป็นโรคอะไร? ก็ลงตามนั้น  แต่การลงบันทึกข้อมูล
ผู้ป่วยนอก ให้ถือว่าทำเพียงกิจกรรมตรวจคัดกรองสุขภาพ จึงลงเพียงรหัส Z000 เท่านั้น
  • ออกอนามัยโรงเรียน จะตรวจหู,ตรวจตา,ตรวจเหา,ตรวจผิวหนังฯลฯ ทั้งหมดนั้น  ถือว่า เป็นกิจกรรม
อนามัยโรงเรียน  ให้ลงรหัสเพียง Z10.8 รหัสเดียวเท่านั้น
- หัตถการต่างๆ  ไม่ต้องลง เพราะ ไม่ใช่หัตถการเพื่อการรักษาและการตรวจร่างกายต่างๆ
ไม่ถือว่าเป็นการทำหัตถการ
  • ตรวจคัดกรองความเสี่ยงสารเคมีตกค้างใน กลุ่มเกษตรกร
ลงรหัส Z100 การตรวจสุขภาพด้านอาชีวอนามัย
- ไม่ต้องลงหัตถการ เพราะ การตรวจร่างกายต่างๆ  ไม่ถือว่าเป็นการทำหัตถการ
- การเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจหาสารเคมีตกค้าง ไม่ใช่หัตถการเพื่อการรักษา แต่เป็นกระบวน
การในการตรวจ เพื่อหาสาเหตุโรค เป็นงาน Routine ของโรคนั้นๆ
  • ตรวจคัดกรองสุขภาพกลุ่มเสี่ยง 15 ปีขึ้นไป ให้ลงรหัส Z000ตรวจสุขภาพทั่วไป
    • ระวังข้อมูล Over ตรวจสุขภาพเกินจริง(1ปีเขาตรวจสุขภาพกี่ครั้ง)  ถ้าคนป่วยรับการตรวจรักษาโรคห้ามลงว่ามาตรวจสุขภาพโดยเด็ดขาด
    • o การตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไปไม่ต้องลงหัตถการ เพราะ การตรวจร่างกายต่างๆ  ไม่ถือว่าเป็นการทำหัตถการ
    • o การเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจหาเบาหวาน ไม่ใช่หัตถการเพื่อการรักษา แต่เป็นกระบวน
การในการตรวจ เพื่อหาพยาธิสภาพของโรค เป็นงาน Routine ของโรคนั้นๆ
  • การติดตามเยี่ยมบ้านคนไข้
    • o ถือเป็นการติดตามผลการรักษาและประเมินสภาพสิ่งแวดล้อมคนไข้
ให้ลงรหัส  Z099 (การตรวจติดตามผลหลังการรักษาภาวะอื่นที่ไม่ระบุรายละเอียด)เป็นโรคหลัก(Dx   Type1) เพียง 1 รหัสโรคเท่านั้น(แม้จะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม)
** ไม่ต้องลงรหัสโรคเรื่อรัง หรือ โรคร่วมอื่น แต่สามารถลงรายการจ่ายยาหรือกิจกรรมฟื้นฟูหรือหัตถการ
ที่มีการให้บริการแก่คนไข้จริงๆได้ (ถ้ามี)
11.)     งานทันตกรรม  ถือเป็นบริการข้อมูลผู้ป่วยนอก ซึ่งจะมีทั้งกิจกรรม ทันตส่งเสริมสุขภาพ เช่น  ตรวจ
สุขภาพฟัน(Z012) และ ผู้ป่วยทางทันตกรรม
  • แนวทางการให้รหัสทางทันตกรรม ยึดตามแนวทางการให้รหัสโรคตาม ICD10 เช่นเดียวกับบริการ
ของผู้ป่วยนอกทั่วไป
12.) งานบริการแพทย์แผนไทย  ถือว่า เป็นบริการพิเศษ ที่เพิ่มเข้ามาในระบบของหน่วยบริการ  บริการ
แพทย์แผนไทย  มีทั้งบริการในหน่วยบริการและบริการเชิงรุกในชุมชน  ซึ่งผู้ที่จะให้การวินิจฉัยโรค
แพทย์แผนไทยและให้บริการแพทย์แผนไทยจะต้องเป็น  ผู้ผ่านการอบรมหรือจบหลักสูตรทางด้านนี้
โดยเฉพาะ
  • แนวทางการให้รหัสโรคแพทย์แผนไทย มีหลักการเช่นเดียวกันกับการให้รหัสโรคแผนปัจจุบัน
แต่ใช้รหัสที่ต่างกันเท่านั้น
  • การให้รหัสโรคแพทย์แผนไทย  อ้างอิงจากศูนย์รหัสมาตรฐานกลางเว็บ http://thcc.or.th
ซึ่งจะขึ้นต้นด้วยอักษร U  ซึ่งผู้จะให้รหัสโรคนี้ต้องเป็นผู้ผ่านการอบรมหรือจบหลักสูตรทางด้าน
แพทย์แผนไทยโดยเฉพาะ
  • งานบริการแพทย์แผนไทยเชิงรุก นอกหน่วยบริการ ให้ลงเหมือนกับการติดตามเยี่ยมบ้าน(รหัส Z099) แล้วจึงลงรหัส หัตถการ ของแพทย์แผนไทยตามปกติ
13.) บริการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด  โดยนักกายภาพ เป็นบริการเพิ่มสำหรับบางหน่วยบริการที่มี
นักกายภาพบำบัด  ซึ่ง ลักษณะบริการจะคล้ายๆกับแพทย์แผนไทย  ซึ่งมีทั้งบริการในหน่วยบริการ
และบริการเชิงรุกในชุมชน
  • ส่วนใหญ่บริการของกายภาพบำบัด จะเป็นกิจกรรมหรือหัตถการ เพื่อการฟื้นฟูสภาพและเพื่อการรักษา
  • การให้รหัสโรค ควรเป็นเจ้าหน้าหน้าที่ผู้ตรวจรักษาโรคทั่วไป เป็นคนลงวินิจฉัยโรค แล้วส่งต่อ
คนไข้ให้ นักกายภาพบำบัดช่วยตรวจเพิ่มเติมเพื่อ ให้บริการตามแนวทางของนักกายภาพบำบัด
  • งานบริการฟูสภาพและกายภาพบำบัด นอกหน่วยบริการ ให้ลงเหมือนกับการติดตามเยี่ยมบ้าน
(รหัส Z099) แล้วจึงลงรหัส หัตถการ ของกิจกรรมฟื้นฟูสภาพ/กายภาพบำบัดตามปกติ

แนวทางการให้รหัสหัตถการ
1.)    ให้ลงรหัสหัตถการตามจริง ที่ให้บริการจริงเท่านั้น  ห้ามให้หัตถการเกินจำเป็นหรือเผื่อไว้
2.)    ให้หัตถการเพื่อการรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ  ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับการวินิจฉัยของโรคเท่านั้น
** ระวัง การทำหัตถการเกินจริง ต่อ 1 ครั้งที่ Visit **
3.)   หัตถการผู้ป่วยนอก
  • ลงเฉพาะหัตถการเพื่อการรักษาเท่านั้น  เช่น  ล้างตา,ฉีดยา ,เย็บแผล,ทำแผล ,เจาะเลือด,ผ่าฝี,
ตัดไหม,ถอนฟัน,อุดฟัน,การสวนปสสาวะ,การใหน้ำเกลือ ฯลฯ
การทําหัตถการเพื่อการรักษาในที่นี้ ไมรวม
1.การผ่าตัด
2.การตรวจอวัยวะ หรือ การตรวจส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมิได้ใช้เครื่องมือทางการแพทย์
รวมทั้งการตรวจร่างกาย Routine เช่น วัดความดัน,วัดปรอท, ชั่งน้ำหนัก,วัดส่วนสูง ฯลฯ
3.การตรวจทางรังสี
4.การตรวจทางหองปฏิบัติการ
5.การดูแล และทําความสะอาดส่วนต่างๆของร่างกาย
  • การตรวจร่างกาย ทุกชนิด,การตรวจสุขภาพ,การตรวจภาวะโภชนาการ,การตรวจเต้านม,
การตรวจวัดสายตา,การตรวจอื่นๆ ,การให้คำปรึกษา,การเยี่ยมบ้าน,ค่าบริการต่างๆ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้  ไม่ใช่การทำหัตถการ
4.)   หัตถการงานสร้างเสริมสุขภาพ
  • หัตถการที่เป็นงานสร้างเสริมสุขภาพ  เช่น  มาฉีดวัคซีน,ฉีดยาคุมกำเนิด  จะมีหัตถการฉีดยา
(หยอดยาโปลิโอไม่ถือว่าเป็นหัตถการ), หัตถการใส่ห่วงอนามัย  เป็นต้น
5.)   หัตถการแพทย์แผนไทย
  • ผู้ที่จะทำหัตถการแพทย์แผนไทยต้องเป็นผู้ผ่านการอบรมหรือจบหลักสูตรทางด้าน
แพทย์แผนไทยโดยเฉพาะ  ดังนั้น  การลงรหัสหัตถการแพทย์แผนไทย ทุกครั้ง จะต้องระบุ
เลขบัตรประจำตัวประชาชน(13หลัก) ของผู้ให้บริการแพทย์แผนไทยด้วยทุกครั้ง
  • การให้รหัสหัตถการแพทย์แผนไทย ต้องอิงตามศูนย์รหัสมาตรฐานกลางเว็บ http://thcc.or.th
6.)    หัตถการเพื่อการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด
  • ผู้ที่จะให้บริการ จะต้องเป็นนักกายภาพบำบัดเท่านั้น
  • รหัสหัตถการเพื่อการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด ให้อ้างอิงตาม ICD9CM และ ICD10TM
  • การลงรหัสหัตถการเพื่อการฟื้นฟูสภาพและกายภาพบำบัด ทุกครั้ง จะต้องระบุเลขบัตร
ประจำตัวประชาชน(13หลัก) ของนักกายภาพบำบัด ที่ให้บริการด้วยทุกครั้ง

มาตรการตรวจสอบข้อมูล ปี 2556
13 ประเด็นในการตรวจสอบความผิดปกติของข้อมูลผู้ป่วยนอกรายบุคคล
ü ตรวจข้อมูลเข้ม ทุกเดือน  ตามเงื่อนไข  ดังนี้
1.)     บันทึกข้อมูล Visit , Re-Visit สูงผิดปกติ เกินจริง
2.)     อัตรารับบริการ UR สูงผิดปกติ
3.)     มีการบันทึกข้อมูลที่ให้บริการที่อื่นเป็นบริการของตนเอง (เช่น Epi,ANC)
4.)     มีการนำกิจกรรมบริการภายนอกมาบันทึกเป็น OP Visit
5.)     ร้อยละของจำนวนประชากรที่ป่วย สูงผิดปกติ
6.)     ให้รหัสโรค จำนวนมากผิดปกติ เกินจริง
7.)     ข้อมูล DX, PROCED และ DRUG ไม่สัมพันธ์กัน
8.)     ข้อมูล PROCED สูงผิดปกติ เกินจริง
9.)     หัตถการ PROCED ที่หน่วยบริการไม่สามารถให้บริการได้
10.)   จำนวนยาที่จ่ายต่อครั้งสูง-ต่ำ กว่าเกณฑ์ปกติ
11.)   มูลค่ายา (ราคาทุน, ราคาขาย) สูง-ต่ำ ผิดปกติ
12.)   มูลค่าการรักษาพยาบาล (Cost,Price,Pay) ที่สูง-ต่ำ ผิดปกติ
13.)   ความซ้ำซ้อนของของบุคคล (1 CID มีหลาย HN ใน HCODE เดียวกัน)
         ข้อมูลใด? ที่เข้าข่ายความผิดปกติ ข้อใดข้อหนึ่งใน 13 ข้อข้างต้น  จะไม่ถูกนำมาคิด Point ปี 2556 
หากพบมีการกระทำข้อมูลอันเป็นเท็จ
มาตรการของ สปสช.เขต
1.ทำหนังสือแจ้ง ต้นสังกัด
- เรียน  นพ.สสจ.     – สำเนาเรียน  สสอ.    – สำเนาเรียน  หัวหน้า สอ.
2.ระงับการจ่ายไว้ก่อน
- จนกว่า สสจ.,สสอ.และหน่วยบริการ  จะมาอุทธรณ์(พิสูจน์ข้อมูลด้วยตนเอง ที่ สปสช.เขต)

การอุทธรณ์ : กรณีถูกลงโทษระงับการจ่ายที่เขต
1.สสจ.และสสอ.ต้องลงพิสูจน์ข้อมูลที่หน่วยบริการ
- ทำข้อมูล Audit ตามแบบฟอร์มที่ สปสช.เขต  กำหนด(Audit01-04)
2.หน่วยบริการ,สสจ.และสสอ. ต้องนำหลักฐานที่ตรวจสอบและเงื่อนไขที่ต้องการจะอุทธรณ์ มาพิสูจน์ที่ สปสช.เขต
- หน่วยบริการต้องนำหลักฐานการให้บริการ และฐานข้อมูลทั้งหมดใส่ใน คอมพิวเตอร์
มาให้ตรวจสอบ/พิสูจน์ ที่ สปสช.เขต
3.สปสช.เขตฯ สรุปผลพิสูจน์และทำหนังสือแจ้งเวียน ให้ สสจ.ทุกแห่งทราบ เพื่อเป็นกรณีศึกษาและเฝ้าระวัง

2 ตุลาคม 2555

Labfu ฟ้อง Error แก้งัยดีเนี่ย

ส่งออก 21 แฟ้มแล้ว labfu ฟ้อง error ดังนี้
Code คำอธิบาย LA9240 ข้อมูลเลขที่บัตรประชาชน(CID)ไม่สามารถ เชื่อมโยงกับ ข้อมูลเลขที่บัตรประชาชน(CID) ในแฟ้ม CHRONIC ที่มีรหัส ICD10 เป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ได้ ทั้งที่คนที่ลงผลLabเป็นคนที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว แก้ยังไงครับ ================= แนวทางแก้ไข ================= วิธีแก้ ERROR Code CF9240 และ LA9240 ในโปรแกรมตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น
 A.ถ้าใช้โปรแกรมตรวจของอาจารย์รังสรรค์ (สปสช.เขต 8) ถ้ามั่นใจว่า เคยส่ง chronic รายเก่า ไปครบหมดแล้ว และ เรคคอร์ดที่ error ก็ไม่ใช่รายใหม่ ก็ไม่ต้องคิดมาก ครับ ปล่อยมันเออเร่อไป พอไปตรวจที่ สปสช.มันก็ผ่านเอง (อันนี้คิดเอาเองตามหลักการครับ เพราะเราเคยส่ง ข้อมูลแฟ้ม Chronic ไปเก็บไว้ที่สปสช.ก่อนแล้ว)
 B.ส่วนถ้าใช้ โปรแกรมตรวจของ OPPP NHSO 2556 ก็ใช้บริการปุ่ม "จัดเก็บข้อมูล chronic ลงฐานข้อมูล" อันนี้คอนเฟิร์มว่าได้ผลครับ ถึงไม่มี ข้อมูลใน chronic.txt ก็ตรวจผ่าน 100 % ครับ โดยมีวิธีการดังนี้ 1.ติดตั้งโปรแกรม oppp NHSO 2556 version 1.2 และตั้งค่ารหัสสถานบริการเรียบร้อยแล้ว (พร้อมใช้งาน) 2.เมื่อแน่ใจว่า ข้อมูลโรคเรื้อรังของประชากรในฐานข้อมูล สมบูรณ์ที่สุดแล้ว (จนป่านนี้แล้วคงไม่มีที่ไหน ยังไม่เรียบร้อยอีกแล้วมั้ง)ให้ส่งออกข้อมูล 21 แฟ้ม จากโปรแกรม JHCIS โดยให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ "ส่งออกแฟ้ม Chronic โรคเรื้อรังทั้งหมด" โดยเลือกวันที่ที่ต้องการส่งออกเป็นวันไหนก็ได้ (วันเดียวก็ยังได้)เพราะเราไม่สนใจแฟ้มอื่น เราต้องการแค่ แฟ้ม Chronic 3.เปิดโปรแกรม OPPP NHSO 2556 เลือกเมนู "นำเข้า" >>> กดเลือกปุ่ม "เลือกไฟล์นำเข้า" >>> กดปุ่ม "ตรวจสอบข้อมูล" ที่ด้านล่าง รอจนโปรแกรมประมวลผลเสร็จเรียบร้อย 4.เพื่อให้แน่ใจว่าได้ขอ้มูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบที่รายการ แฟ้ม CHRONIC.TXT ว่ามีจำนวน ครบตามความเป้นจริงหรือไม่ และไม่มีเรคคอร์ดไหนเออเร่อแล้ว 5.กดที่ปุ่ม "จัดเก็บข้อมูล Chronic ลงฐานข้อมูล" (ปุ่มที่มีรูป Stethoscope) เป็นอันว่า เรียบร้อยโรงเรียน สปสช.แล้วครับ ทดสอบผลโดยการนำไฟล์ 21 แฟ้มที่เคยส่งออกแล้วตรวจ พบเออเร่อ CF9240 และ LA9240 มาตรวจใหม่ จะเห็นว่าไม่พบเออเร่อดังกล่าวอีกต่อไปครับ
เครดิต : Phuwakorn Sirichaimetha

15 กันยายน 2555

การคีย์ความครอบคลุม ANC และ การคลอด กรณีเราไม่ได้ทำ ANC และทำคลอดเอง


การคีย์ความครอบคลุม ANC และ การคลอด กรณีเราไม่ได้ทำ ANC และทำคลอดเอง
เนื่องจากทุกวันกรณีservice หรือไม่ใช่service ทำให้หลายๆท่านอาจจะงง แล้วก็มาเจอตอกับการคีย์คลอดกรณีที่เราไม่ได้ทำคลอดเอง(ผมว่าตอนนี้น้อยมากที่ รพ.สต.ทำคลอดเอง) ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็คลอดที่โรงพยาบาลกันเป็นส่วนใหญ่ เริ่มเลยนะครับ
คราวนี้ลองศึกษาจากไฟล์วีดีโอดูบ้างนะครับ เผื่อเข้าใจง่ายกว่าการอ่านเอา แต่ขออภัยด้วยด้วยเนื่องจากอัดสดไม่มีสคริป ทำแบบรีบด่วน เนื่องจากมีน้องๆหลายๆท่านถามมาแล้วอธิบายดูท่าจะไม่เข้าใจ ลองศึกษาวีดีโอดูนะครับถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็แจ้งกลับมานะครับ จะพยายามหาวิธีมาอธิบายให้เข้าใจ ดูจาก Youtube ได้เลย
เครดิต : อ.แรมโบ้ หมอลำซิ่งบ้านดุง


11 กันยายน 2555

การวินิจฉัยโรคผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

การวินิจฉัยโรคผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ใช้รหัสที่ขึ้นต้นด้วยอักษร S และการบาดเจ็บที่หลายส่วนของร่างกาย หรือที่ไม่ระบุรายละเอียด รวมทั้งการเป็นพิษและผลสืบเนื่องของสาเหตุภายนอก ใช้รหัสที่ขึ้นต้นด้วยอักษร T

การวินิจฉัยโรคที่อยู่ในหมวด S และ T จะมีเฉพาะการวินิจฉัยโรคหลัก PRINCIPLE DX อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีสาเหตุมาประกอบด้วยเป็นOTHER (อื่นๆ) ชนิดการวินิจฉัย(Diag Type = 4)
เช่น รถจักยานยนต์ล้มมีแผลถลอกที่เข่
1. การวินิจฉัยโรคหลัก แผลถลอกที่เข่า คือ S80 Superficial injury of lower leg
--> PRINCIPLE DX (การวินิจฉัยโรคหลัก) ชนิดการวินิจฉัย(Diag Type = 1)
2. สาเหตุประกอบ เกิดจากรถจักยานยนต์ล้ม คือ V28 ผู้ใช้รถจักรยานยนต์บาดเจ็บจากอุบัติเหตุขนส่งโดยไม่มีการชน --> OTHER (อื่นๆ) ชนิดการวินิจฉัย(Diag Type = 4)

เทคนิคการจำรหัสโรคในผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บตามร่างกายแบบง่าย ๆ เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อวัยวะที่ได้รับการบาดเจ็บ
S0 = การบาดเจ็บที่ศีรษะ ตา หู จมูก ปาก ฟัน
S1 = การบาดเจ็บที่คอ
S2 = การบาดเจ็บที่ทรวงอก หลังส่วนบน กระดูกสันหลังส่วนบน
S3 = การบาดเจ็บที่ท้อง หลังส่วนล่าง กระดูกสันหลังส่วนเอว กระดูกเชิงกราน อวัยวะสืบพันธุ์
S4 = การบาดเจ็บที่ไหล่ ต้นแขน ไหปลาร้า
S5 = การบาดเจ็บที่ข้อศอกถึงปลายแขน
S6 = การบาดเจ็บของข้อมือ มือลงมาถึงนิ้วมือ
S7 = การบาดเจ็บที่สะโพกถึงต้นขา
S8 = การบาดเจ็บที่หัวเข่าถึงปลายขา
S9 = การบาดเจ็บที่ข้อเท้าลงมาถึงเท้า นิ้วเท้า

ต้องนำมาจับคู่กันกับลักษณะอาการบาดเจ็บซึ่งมี 4 ชนิด คือ
0 = ถลอก
1 = เปิด
2 = หัก
3 = เคลื่อน

การบาดเจ็บชั้นผิว รวม : การถลอก ตุ่มพอง(ที่ไม่เกิดจากความร้อน)รอยฟกช้ำ, รวมจ้ำและก้อนเลือด การบาดเจ็บจากสิ่งแปลกปลอมที่ผิว(เสี้ยน) โดยไม่มีแผลเปิด แมลงกัด(ไม่มีพิษ)

แผลเปิด รวม : สัตว์กัด รอยบาดหรือรอยกรีด แผลฉีกขาด แผลเจาะ(NOS , มีสิ่งแปลกปลอม(ทิ่มแทง))

ยกตัวอย่าง เช่น
แผลถลอกที่ข้อศอก --> ข้อศอก = S5 ถลอก = 0 การวินิจฉัยโรคหลัก แผลถลอกที่ข้อศอก คือ S50
แผลเปิดที่ศีรษะ --> ศีรษะ = S0 แผลเปิด = 1 การวินิจฉัยโรคหลัก แผลเปิดที่ศีรษะ คือ S01

สรุปการวินิจฉัยโรคผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย
1. การวินิจฉัยโรคหลัก --> อวัยวะที่ได้รับการบาดเจ็บ + ลักษณะอาการบาดเจ็บ
--> PRINCIPLE DX (การวินิจฉัยโรคหลัก) ชนิดการวินิจฉัย(Diag Type = 1)
2. สาเหตุประกอบ --> อะไรเป็นสาเหตุของการป่วย
--> OTHER (อื่นๆ) ชนิดการวินิจฉัย(Diag Type = 4)

สาเหตุภายนอกของการเจ็บป่วย
V01-X59 อุบัติเหตุ
V01-V99 อุบัติเหตุการขนส่ง
V01-V09 คนเดินเท้าบาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V10-V19 ผู้ใช้รถถีบบาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V20-V29 ผู้ใช้รถจักรยานยนต์บาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V30-V39 ผู้ใช้รถสามล้อเครื่องบาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V40-V49 ผู้ใช้รถยนต์บาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V50-V59 ผู้ใช้รถบรรทุกเล็กหรือรถตู้บาดเจ็บ ในอุบัติเหตุการขนส่ง
V60-V69 ผู้ใช้รถบรรทุกหนักบาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V70-V79 ผู้ใช้รถโดยสารบาดเจ็บในอุบัติเหตุการขนส่ง
V80-V89 อุบัติเหตุการขนส่งทางบกอื่น
V90-V94 อุบัติเหตุการขนส่งทางน้ำ
V95-V97 อุบัติเหตุการขนส่งทางอากาศและอวกาศ
V98-V99 อุบัติเหตุการขนส่งอื่นและที่ไม่ระบุรายละเอียด
W00-X59 สาเหตุภายนอกอื่นของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
W00-W19 การตกหรือล้ม
W20-W49 การสัมผัสแรงเชิงกลของสิ่งไม่มีชีวิต
W50-W64 การสัมผัสแรงเชิงกลของสิ่งมีชีวิต
W65-W74 การจมน้ำตายและจมน้ำจากอุบัติเหตุ
W75-W84 อุบัติเหตุอื่นที่คุกคามการหายใ
W85-W99 การสัมผัสกระแสไฟฟ้า รังสี อุณหภูมิและความดันสุดขั้ว
X00-X09 การสัมผัสควัน ไฟ และเปลวไฟ
X10-X19 การสัมผัสความร้อนและวัตถุร้อน
X20-X29 การสัมผัสสัตว์และพืชที่มีพิษ
X30-X39 การสัมผัสแรงธรรมชาติ
X40-X49 การเป็นพิษโดยอุบัติเหตุจากการสัมผัสสารพิษ
X50-X57 การออกกำลังมากเกิน การเดินทาง และการขาดแคลน
X58-X59 การสัมผัสโดยอุบัติเหตุกับปัจจัยอื่น และที่ไม่ระบุรายละเอียด 

หมายเหตุ...ขอบคุณน้องๆ ทีม สสจ.เลย